จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทุ่งดอกทิวลิป

ความสวยงามของทุ่งดอกทิวลิป ในเมืองลิซเซ่ (Lisse) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการปลูกสลับสีกันจนดูเหมือนเป็นพรมดอกไม้ผืนโตไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นมนต์เสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาชมความงดงามนี้กันอย่างเนื่องแน่น ซึ่งฤดูชมทิวลิปจะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมจนไปถึงเดือนสิงหาคม ของทุกๆปี
ทั้งนี้ดอกทิวลิป เป็นดอกไม้เก่าแก่อีกชนิดหนึ่ง ชาวเติร์กและชาวเปอร์เซียเคยปลูกมาแต่สมัยโบราณ โดยถูกนำมาสู่เนเธอร์แลนด์ในราวปี ค.ศ. 1593 การปลูกทิวลิปได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของชาวเนเธอร์แลนด์ และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมาจนทุกวันนี้












วันวาเลนไทน์

         
        วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโนซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด
         ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้ายและทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็นความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”
        วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้องหลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือกหญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสต์มาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก
ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้นได้ มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา
วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า “ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม” เขาตอบ “พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน” จูเลียกล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น...ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง” วาเลนตินุสจึงบอก “พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง”
จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าจึงได้คุกเข่า กุมมืออธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา แล้วเธอก็มองเห็น เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร
ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะเขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine - เขาสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม
มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วดอกไม้ยังใช้สื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย
  • กุหลาบแดง (Red Rose) : จะใช้ในความหมายแทน ประโยคที่ว่า "ฉันรักเธอ"
  • กุหลาบขาว (White Rose) : กุหลาบขาวแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์
  • กุหลาบชมพู (Pink Rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน
  • กุหลาบเหลือง (Yellow Rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใส แทนความรักแบบเพื่อน
โดยในการมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์นั้นเชื่อกันว่า จำนวนดอกกุหลาบที่มอบแก่กันนั้น มีความหมายต่อความรักกันอีกด้วย โดยได้แก่
  • 1 ดอก หมายถึง ความรักแบบ รับแรกพบ
  • 2 ดอก หมายถึงการแสดงความยินดี
  • 3 ดอก แทนคำบอกรักว่า ฉันรักเธอ
  • 7 ดอก แทนคำพูดที่ว่า เธอทำให้ฉันหลงเสน่ห์
  • 9 ดอก แทนความหมายที่ว่า ทั้งสองคนจะรักกันตลอดไป
  • 10 ดอก แทนความหมายว่า เธอเป็นคนที่ดีเลิศที่สุด
  • 11 ดอก แทนความหมายว่า การเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของฉัน
  • 12 ดอก แทนความหมายว่า การขอให้เธอเป็นคู่ฉัน
  • 13 ดอก แทนความหมายว่า ความเป็นเพื่อนแท้เสมอ (ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือ การบอกปฏิเสธด้วยความรักอย่างเพื่อน)
  • 15 ดอก แทนความหมายว่า แทนความรู้สึกเสียใจจริง
  • 20 ดอก แทนความหมายว่า ความจริงใจต่อกัน
  • 21 ดอก แทนความหมายว่า ถึงการมอบชีวิตอุทิศให้
  • 36 ดอก แทนความหมายว่า ความทรงจำที่แสนหวานที่ยังมีต่อกัน
  • 40 ดอก แทนความหมายว่า ยืนยันว่าความรักเป็นรักแท้
  • 99 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันรักเธอจนวันตาย
  • 100 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
  • 101 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
  • 108 ดอก แทนความหมายถึงการขอแต่งงานแบบอ้อมๆ ที่ผู้ให้ไม่กล้าพูด
  • 999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวินาทีสุดท้าย
  • 1,000 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอจนวันตาย
  • 9,999 ดอก แทนคำพูดที่ว่า ฉันจะรักเธอชั่วนิรันดร

เครดิต http://th.wikipedia.org/wiki/

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนังสือน่าอ่าน

หนังสือ


          วันนี้ มีหนังสือดี ๆ 4 เล่ม จากสำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์ มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ มีเล่มไหนถูกใจเพื่อน ๆ บ้าง ตามมาอ่านกันเลย

 รู้จักประชาคมอาเซียน โดย วิทย์ บัณฑิตสกุล

รู้จักประชาคมอาเซียน

          ไม่รู้ไม่ได้แล้ว ประชาคมอาเซียนที่กำลังก่อตัวขึ้นให้สำเร็จในปี พ.ศ.2558 จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศสมาชิกอย่างกว้างขวาง ไทยในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง และหนึ่งในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน พร้อมหรือยังในความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

          เรียนรู้ไปกับ...พื้นฐานความรู้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มประเทศอาเซียน กระทั่งพัฒนามาสู่ประชาคมอาเซียน ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ทรัพยากร และความสัมพันธ์กับไทย

 ภารกิจรัก สายลับป่วนออนไลน์ เล่ม 3 โดย akeove

ภารกิจรัก สายลับป่วนออนไลน์ เล่ม 3

          เมื่อกิลด์ลิลลี่ต้องรับศึกหนักรอบด้าน เมธัสจึงยอมออกจากห้องครัวมาร่วมรบแต่เรื่องอาหารกับเรื่องสงครามนั้นห่างไกลกันนัก ทว่าเมธัสก็คือเมธัสตราบใดที่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตราบนั้นพ่อครัวคนเก่งก็ยังไม่สิ้นหนทาง ไม่เชื่อคอยดู 

 จอมราชันแห่งภูต เล่ม 3 ภาค ขุมพลังแห่งสุริยเทพ บทต้น โดย เลิศภพจบแดน

จอมราชันแห่งภูต เล่ม 3 ภาค ขุมพลังแห่งสุริยเทพ บทต้น

          เปลวฟ้าออกเดินทางสืบหาแผนการร้ายที่แท้จริงของตระกูลลามิวเรีย โดยไม่รู้เลยว่ายิ่งเขาใกล้ความจริงเท่าไรก็ยิ่งเข้าสู่กับดักอันตรายที่ปิแอร์อดีตเพื่อนสนิทได้วางเอาไว้ เซสถูกทดสอบความมืดในจิตใจก่อนจะไปตามหาขุมพลังสุริยะ! ทพเพื่อปลุกภูตในตำนานให้กลับมาแต่เขากลับแพ้พ่ายจนตกลงสู่ความมืดในจิตใจทำให้บุคลิกที่ชั่วร้ายของเขาเข้าควบคุมร่างแทนพร้อมกับเปิดเผยอดีตอันโหดร้ายที่เซสได้ถูกลบไป 

 เมนูอาหารเจ โดย รศ.จริยา เดชกุญชร

เมนูอาหารเจ

          ตำราอาหารเจ เล่มนี้ จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาหารเจสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป และขอให้ผู้กินเจที่ได้ละเว้นการกินเนื้อสัตว์อันเป็นมหากถศลแล้ว คนกินเจจะต้องดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาดงดงามทั้งกายวาจา ใจ ถือศีล บำเพ็ญธรรมไปพร้อม ๆ กันด้วย


เครดิต กระปุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

พระราชวังแวร์ซายส์

พระราชวังแวร์ซายส์ (ภาษาฝรั่งเศส: Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหานครปารีส พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย


ประวัติ
เดิมนั้น เมืองแวร์ซายส์เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายส์น่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น


เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัยสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกาในปี ค.ศ 1783 แวร์ซายส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ก่อให้เกิด
การปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 ต่อมาในปี ค.ศ. 1815 พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ได้เปลี่ยนสภาพพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919 


นอกจากเครื่องประดับที่เก่าแก่ และสูงค่าแล้ว การจัดสวนก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่างดงามยิ่งนัก เพราะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสวยงามมาก โดยเฉพาะตอนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ส่วนที่เป็นป่าสำหรับล่าสัตว์ปัจจุบันใช้เป็นที่ๆให้ผู้เข้าชมไปเดินเล่น พักผ่อน และมีม้าหินให้นั่งเล่นเป็นระยะๆ 


การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎร ชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วย "กิโยติน" ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแก่ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมความสวยงาม หากนับเวลาตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จ พระราชวังแห่งนี้ก็มีอายุยืนนานถึง 300 ปีเศษ ที่ยังคงความงามอยู่ได้โดยไม่เสื่อมคลาย


พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์


วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

จีนเผยโบราณสถานกว่า 4 หมื่นแห่ง ถูกทำลายหายไป

แหล่งข่าวของจีนรายงานเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่า นายฉาน จี๋เซียง ผู้อำนวยการ หน่วยงานบริหารมรดกทางวัฒนธรรมของจีน ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการสำรวจมรดกทางวัฒนธรรมประเภทที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยการสำรวจครั้งล่าสุดนี้เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่จีนได้ประกาศตัวเป็น สาธาณรัฐประชาชนจีน ในปี ค.ศ.1949 ผลการสำรวจพบว่า มีสถานที่สำคัญในแง่มรดกทางวัฒนธรรมของจีนทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อ เสียง สูญหายไปจากที่ตั้งเดิมราว 40,000 แห่ง จากรายชื่อสถานที่ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานบริหารมรดกทางวัฒนธรรมจำนวน 766,722 แห่ง

          นอกจากนี้ ร้อยละ 17.7 อยู่ในสภาพขาดการดูแลเอาใจใส่ ร้อยละ 8.43 อยู่ในสภาพทรุดโทรมต้องได้รับการบำรุงซ่อมแซม
          ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่โบราณสถานเก่าแก่นับหมื่นแห่งถูกทำลาย เนื่องมาจากถูกรื้อถอนเพื่อการก่อสร้างเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมณฑลชานซี อันเป็นสถานที่ที่มีหุ่นนักรบโบราณที่มีชื่อเสียง นับเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุด ผลสำรวจระบุว่าในมณฑลชานซีเพียงแห่งเดียวก็มีจำนวนโบราณสถานที่ถูกทำลายสูญ หายไปแล้วถึง 3,500 แห่ง

         นอกจากนี้ สถานที่สำคัญอันนับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างกำแพงเมืองจีน ก็มีการสำรวจพบว่ามีความทรุดโทรม ทั้งจากการละเมิดกฏของนักป่ายปีนทั้งหลาย  รวมถึงชาวบ้านที่ตั้งด่านเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมเองโดยพลการ ทำให้การควบคุมทั้งปริมาณและคุณภาพของนักท่องเที่ยวเป็นไปได้ยาก รวมทั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังมีรายงานว่ามีคนงานได้ลอบขุดเจาะกำแพงเมืองจีนส่วนที่สร้างขึ้นมาในยุค ราชวงศ์ฉิน เพื่อหาทองคำที่หวังว่าอาจถูกซ่อนอยู่ในกำแพงอีกด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

โตเกียว สกาย ทรี หอคอยสูงที่สุดในโลก เปิด พ.ค.นี้

 โตเกียว สกาย ทรี หอคอยสูงที่สุดในโลก 634 เมตร เตรียมเปิดให้เข้าชมเดือนพฤษภาคมนี้

          สำนักข่าวเอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น รายงานเมื่อวันที่ 4 มกราคม ว่า "โตเกียว สกาย ทรี" ที่ตั้งอยู่ในเขตซุมิดะ ทางตอนใต้ของโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหอส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูงถึง 634 เมตร พร้อมเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมแล้ว ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

          โดยที่หอคอยสูงเสียดฟ้าแห่งนี้ ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้จองตั๋วเข้าชมล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤษจิกายนปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของมันสูงถึงวันละประมาณ 15,000 คนขึ้นไป รวมแล้วจะมีผู้เข้าชมอยู่ที่ประมาณ 5.4 ล้านคน ภายในหนึ่งปีแรก

          ทั้งนี้จะมีการเปิดศูนย์การค้า หรือโตเกียว สกาย ทรี ทาวน์ (Tokyo Sky Tree Town) ขึ้นมาข้าง ๆ หอคอยระฟ้าแห่งนี้ ซึ่งภายในจะมีร้านค้าราว 310 ร้าน รวมไปถึงร้านอาหารและร้านขายของขวัญต่าง ๆ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและท้องฟ้าจำลองอีกด้วย






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก tokyo-skytree.jp

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

นาซา เปิดเผย เกาะใหม่ผุดใน เยเมน หลังภูเขาไฟระเบิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ว่า นาซาเปิดเผยว่า หน่วยงานสำรวจโลกได้เปิดเผยภาพการกำเนิดของเกาะใหม่ในเยเมน ภายหลังเกิดเหตุภูเขาไฟใต้ดินระเบิด โดยภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า มีกลุ่มควันลอยเหนือจากทะเลใต้กลุ่มเกาะซูแบร์ ในทะเลแดง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม และปรากฎเกาะที่โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ภูเขาไฟใต้ทะเลจะทำให้เกิดเกาะใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกปี แต่เกาะจำนวนมากไม่แข็งแกร่งพอที่จะสู้กับแรงลมหรือคลื่นทะเลได้ แต่สำหรับเกาะดังกล่าว ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง เนื่องจากส่วนประกอบของภูเขาไฟในทะเลแดงเป็นสิ่งที่แข็งแรงและทนทาน


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก earthobservatory.nasa.gov

สวัสดีปีใหม่ ทุกท่าน

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คริสต์มาส

คริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas; อังกฤษโบราณ: Crīstesmæsse, หมายถึง "มิสซาของพระคริสต์") หรือ วันสมโภชพระคริสตสมภพ (อังกฤษ: Feast of the Nativity) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู มักจัดตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันหยุดทางศาสนาและวัฒนธรรมโดยประชากรโลกหลายพันล้านคน วันดังกล่าวเน้นไปยังปีพิธีกรรมของคริสต์ศาสนิกชนเป็นสำคัญ วันคริสต์มาสเป็นวันปิดเทศกาลเตรียมการรับเสด็จ (Advent) และเริ่มต้นเทศกาลพระคริสตสมภพ (Christmastide) นานสิบสองวัน คริสต์มาสเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศทั่วโลก และผู้ที่มิได้นับถือคริสต์เฉลิมฉลองมากขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในคริสต์มาสและฤดูวันหยุด
วันที่พระเยซูประสูติโดยแท้จริงนั้น ซึ่งนักประวัติศาสตร์คะเนระหว่าง 2 ปีก่อนคริสตกาล และ ค.ศ. 7 ไม่เป็นที่ทราบ ในช่วงต้นถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 4 โบสถ์คริสต์ศาสนิกชนตะวันตกกำหนดวันคริสต์มาสครั้งแรกไว้ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม วันที่ดังกล่าวทางตะวันออกได้รับไปภายหลังด้วยเช่นกัน มีการพัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าทางเลือกนั้นรวมถึง เป็นวันเก้าเดือนพอดีหลังการเฉลิมฉลองนางมารีย์รับการประสูติของพระเยซูของคริสต์ศาสนิกชน หรือถูกเลือกให้เกิดขึ้นพร้อมกับวันเหมายันของโรมัน หรือเทศกาลฤดูหนาวเพเกินโบราณบางอย่าง
วันการเฉลิมฉลองของศาสนาคริสต์ตะวันออกแต่เดิม คือ วันที่ 6 มกราคม โดยเชื่อมโยงกับวันฉลองการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ (Epiphany) และวันดังกล่าวยังเป็นวันเฉลิมฉลองสำหรับศาสนจักรอะโพสโตลิคอาร์เมเนียและในอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จนถึง ค.ศ. 2011 วันที่ระหว่างปฏิทินเกรโกเรียนสมัยใหม่และปฏิทินจูเลียนที่เก่ากว่าต่างกันอยู่ 13 วัน ผู้ที่ยังใช้ปฏิทินจูเลียนหรือเทียบเท่าต่อไปจึงเฉลิมฉลองวันที่ 25 ธันวาคมและ 6 มกราคมโดยประชากรโลกส่วนใหญ่ ในวันที่ 7 มกราคมและ 19 มกราคม ด้วยเหตุนี้ เอธิโอเปีย รัสเซีย ยูเครนและมาเซโดเนียจึงเฉลิมฉลองคริสต์มาส ทั้งที่เป็นวันสมโภชขงคริสต์ศาสนิกชนและที่เป็นวันหยุดราชการ โดยในปฏิทินเกรโกเรียนคือ วันที่ 7 มกราคม
ประเพณีการเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมที่เกี่ยวเนื่องในหลายประเทศมีการผสมผสานธีมและกำเนิดก่อนคริสเตียน คริสเตียนและฆราวาส ประเพณีสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมในวันดังกล่าวมีการให้ของขวัญ เพลงคริสต์มาสและเพลงเทศกาล การแลกเปลี่ยนบัตรคริสต์มาส การตกแต่งโบสถ์ มื้อพิเศษ และการจัดแสดงการประดับตกแต่งหลายอย่าง รวมทั้งต้นคริสต์มาส แสงไฟ ฉากการประสูติของพระเยซู มาลัย พวงหรีด มิสเซิลโทและฮอลลี นอกเหนือจากนั้น บุคคลที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดและบ่อยครั้งแทนกันได้หลายคน เช่น ซานตาคลอส ฟาเธอร์คริสต์มาส เซนต์นิโคลัส และคริส คริงเกิล ตลอดจนชื่ออื่นทั้งหลาย เกี่ยวข้องกับการนำของขวัญไปให้แก่เด็กระหว่างเทศกาลคริสต์มาส และมีประเพณีและตำนานเป็นของตนเอง เพราะการให้ของขวัญและอีกหลายแง่มุมของเทศกาลคริสต์มาสที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งคริสต์ศาสนิกชนและผู้ที่มิใช่คริสต์ศาสนิกชน วันคริสต์มาสจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญและช่วงลดราคาหลักสำหรับผู้ค้าปลีกและธุรกิจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของคริสต์มาสเป็นปัจจัยซึ่งเติบโตขึ้นคงที่ตลอดศตวรรษที่ผ่านมาในหลายภูมิภาคทั่วโลก


องค์ประกอบในงานคริสต์มาส

 ซานตาครอส
เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี
 

          นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

          ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง



ถุงเท้า           จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง

ต้นคริสต์มาส
          นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
          โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย

          ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส



 ดาว
          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

เครื่องประดับและแอปเปิ้ล                          

          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ


          ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์


 ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia

สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี

          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง

          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส

          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว


การทำมิสซาเที่ยงคืน          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส
 เทียนและพวงมาลัย
          เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข


         พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้

 ระฆังวันคริสต์มาส

          ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส


 ดอกคริสต์มาส Christmas Rose          มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง


 เพลงวันคริสต์มาส          เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่

          เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night

          ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
 คำอวยพรวันคริสต์มาส          ในวันคริสต์มาสเรามักจะใช้คำอวยพรให้แก่กันและกันว่า Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ และได้จัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
 สีประจำวันคริสต์มาสสีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี

          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง

          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส

          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว


การทำมิสซาเที่ยงคืน          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาสเทียนและพวงมาลัย       พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้       เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข

ระฆังวันคริสต์มาส
ดาว          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

เครื่องประดับและแอปเปิ้ล                          

          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ
ของขวัญวันคริสต์มาส
                    
          การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ

          ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 ขั้นตอนง่ายๆในการตรวจสอบiPhone ก่อนซื้อ (เอามาฝากเล็กๆ น้อยๆ)

การที่เราได้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า นั้นย่อมเป็นธรรมดาที่เราจะต้องการของที่มีสภาพสมบูรณ์ 100% แต่หลายครั้งที่สินค้านั้นไม่ได้ตรงตามที่เราคาดหวังใว้ iPhone ก็เช่นกัน บางครั้งตัวเครื่องก็อาจมีตำหนิ หรือชำรุดมาตั้งแต่โรงงาน ปัญหาก็คือ เราจะทราบได้อย่างไรว่า iPhone เครื่องที่เราซื้อนั้นสมบูรณ์ที่สุด

หลายๆคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า "แล้วเราจะตรวจสอบเครื่องยังไงดีล่ะ ?"


วันนี้ทีมงานจะมาแนะนำขั้นตอนที่จำง่ายๆ 10 ขั้นตอนที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงกันครับ
  1. กล่องต้องมีการห่อพลาสติกรอบกล่องอย่างดี ไม่มีรอยแกะมาก่อน
  2. เมื่อแกะกล่องครั้งแรก ตัวเครื่องต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขีดข่วนใด ๆ
    ไม่มีรอยนิ้วมือ และมีฟิล์มพลาสติกใสประกบอยู่ทั้งสองด้านของเครื่อง
  3. ตรวจสอบ Serial Number (S/N) ที่อยู่ใต้กล่อง ว่าตรงกับในเครื่องหรือไม่
    ( การดู Serial Number ในเครื่อง ให้ไปที่เมนู Settings > General > About หรือ ตั้งค่า > ทั่วไป > เกี่ยวกับ )
    และดู Serial Number ที่ระบุไว้บนถาดซิม ว่าตรงกันทั้งหมดทั้ง 3 จุด
  4. เมื่อใส่ซิมการ์ดเข้าไป ต้องมีสัญญาณโทรศัพท์ขึ้นปกติ
    พร้อมทั้งทดสอบลำโพงและไมค์โครโฟนด้วยการโทรออก
    ( หากไม่สะดวกโทร ให้เข้าไปที่ Voice Memos จากนั้นกดบันทึกเสียง แล้วกดฟังโดยเอาลำโพงสนทนามาแนบหูก็ได้ )
  5. ตัวเครื่องต้องสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ ( ในเมนู Settings > Wi-Fi ) รวมถึงสามารถเปิดใช้งาน Bluetooth ได้ ( ในเมนู Settings > General > Bluetooth )
  6. ปุ่มกด ของเครื่องต้องอยู่ในสภาพที่แน่นทุกปุ่ม อาจจะมีขยับได้บ้างถือว่าเป็นอาการปกติ กดปุ่มต่าง ๆ รวมถึงปุ่ม Home ใต้หน้าจอ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของปุ่ม
  7. กล้องหน้าและหลังต้องใช้งานได้ ทดสอบการถ่ายรูปและเปิด Flash ด้านหลังไปพร้อมกัน
  8. หน้าจอสามารถแสดงผลได้สมบูรณ์ ไม่มี Dead Pixel ( จุดบอดของสีบนหน้าจอ )
    หากสามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้ ให้เข้าไปที่
    http://iphonedpt.awardspace.com/ เพื่อทดสอบสีต่าง ๆ แต่หากไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ให้แตะโปรแกรม Safari ขึ้นมา เพื่อตรวจหาจุดสีที่เพี้ยนไป บนพื้นหลังสีขาว
  9. ทดสอบการ ตอบสนองของหน้าจอ และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ของเครื่อง โดยการเปิดรูปที่ถ่ายใว้ใน Photos แล้วแตะหน้าจอเพื่อขยับรูป, ใช้สองนิ้วถ่างเข้า-ออกเพื่อตรวจสอบระบบ Multitouch รวมถึงเอียงเครื่องเพื่อตรวสอบเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว
  10. ทดลอง เล่นจนพอใจ หากมีข้อสงสัยควรจะสอบถามพนักงานขายอย่างละเอียด หากไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ ให้พนักงานที่มีความรู้ด้านนี้มาตอบคำถามแทน

อย่างไรก็ตามในฐานะที่เราเป็น ลูกค้า เราควรตรวจสอบสินค้าให้ดีก่อนที่จะเดินออกจากร้าน เพราะหลังออกจากร้านแล้ว จะถือว่าการซื้อ-ขายเสร็จสมบูรณ์
กรณีเครื่องมีปัญหา จะต้องส่งเคลมเพื่อเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่ไม่ใช่เครื่องสำหรับขายแบบปกติ แต่จะเป็นสำหรับเครื่องเคลมโดยเฉพาะแทน

ขอบคุณ..iphone4society.com

ชินจูกุ (Shin-juku)



เขตชินจุกุ (ญี่ปุ่น: 新宿区 Shinjuku-ku ?) เป็น 1 ใน 23 เขตการปกครองพิเศษในโตเกียว เขตชินจุกุคือธุรกิจหลักและศูนย์การบริหารและ การสถานีรถไฟยุ่งที่สุดในโลก และมี ตึกการปกครองนครบาล โตเกียว ศูนย์กลางการบริหารสำหรับ มหานคร โตเกียว และพื้นที่รอบๆ ชินจุกุ ชินจุกุ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวเป็นย่านที่มีแสงสีของtokyoและได้รับความนิยมและเป็นสถานที่ที่มีของขายมากมาย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องปะดับ และร้านอาหารมากมาย ชินจุกุมีนายกเทศมนตรีคือ ฮิโระโกะ นะกะยะมะ
เขตชุมชนในชินจุกุมีประวัติก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1636






วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สตอกโฮล์ม อีกเมืองเก่าที่สวยงาม


สตอกโฮล์ม (Stockholm) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสวีเดน ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกของประเทศสวีเดน มีประชากรในเขตเทศบาลสตอกโฮล์ม 774,000 คน ถ้านับเขตที่อยู่อาศัยโดยรอบทั้งหมดจะมีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคนสตอกโฮล์มเป็นที่ตั้งของรัฐบาลสวีเดน และที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของสวีเดน
ข้อมูลเบื้องต้น : สตอกโฮล์ม ชื่อทางราชการ ราชอาณาจักรสวีเดน พื้นที่ 450,000 ตร.กม. มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเหนือ ขนาดใกล้เคียงกับประเทศไทย ครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยป่าไม้ มีทะเลสาบหนึ่งแสนแห่งทั่วประเทศ ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเพียงร้อยละ 10 และมีเกาะนับหมื่นเกาะอยู่ตามบริเวณชายฝั่ง เมืองหลวง กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) เมืองท่า และเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ โกเธนเบอร์ก (Gothenborg) และมัลเมอ (Malmo) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ประชากร 9 ล้านคน ( 6 แสนคนเป็นชาวต่างชาติ) ในกรุงสตอกโฮล์มมีประชากร 1.8 ล้านคน ศาสนา รัฐให้อิสรภาพในการนับถือศาสนา แต่ร้อยละ 95 ของชาวสวีดิชนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเธอราน ภาษา ภาษาสวีดิชและภาษาอังกฤษใช้กันอย่างแพร่หลาย ภาษาสวีดิชจัดอยู่ในตระกูลภาษาเยอรมัน (Germanic language) ดังนั้น ชาวสวีเดน ชาวเดนมาร์ก และชาวนอร์เวย์สามารถสื่อสารกันได้ เนื่องจากภาษาใกล้เคียงกัน อากาศ หนาวเย็นปีละประมาณ 8 เดือน อุณหภูมิในฤดูหนาวโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส และมีหิมะตกพอประมาณ ทางตอนเหนือของสวีเดนมีฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวเย็น ส่วนฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 18 องศาเซลเซียส ทางตอนเหนือในเดือน มิ.ย.-ก.ค. จะมีแสงอาทิตย์ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

กรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสวีเดน และยังเป็นนครหลวงอันงดงามที่สุดในสแกนดิเนเวีย จนได้รับขนานนามว่า ความงามบนผิวน้ำ (Beauty on Water) หรือราชินีแห่งทะเลบอลติก ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อย 14 เกาะที่โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก (Baltic Sea) ทะเลสาบมาลาเร็น (Lake Malaren) ทำให้สตอกโฮล์มเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สตอกโฮล์ม ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกของประเทศสวีเดน มีประชากรในเขตเทศบาลสตอกโฮล์ม 774,000 คน ถ้านับเขตที่อยู่อาศัยโดยรอบทั้งหมดจะมีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน